ข่าวปรับเงินเดือนข้าราชการเท่าเอกชน อภิสิทธิ์ ย้ำขึ้นเงินข้าราชการ หวังดึงคนเก่งทำงาน

สิงหาคม 22, 2010 โดย admin
โพสใน ข่าวการเมือง
ปรับเงินเดือนข้าราชการเท่าเอกชน กดปุ่มล้างหนี้ปชช. “อภิสิทธิ์”ปัดหวังผลทางการเมือง
นายกฯ ประกาศแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบแบบยั่งยืน ดันคนไทยเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างเท่าเทียม เร่งปลูกจิตสำนึกปรัชญาพอเพียง ปัดแจกหวังผลทางการเมือง ขณะที่ “คลัง” เปิดตัว “บัตรลดหนี้ วินัยดีมีวงเงิน” กันลูกหนี้กลับไปใช้หนี้นอกระบบ มีวินัยผ่อนตรงครบ 1 ปี ได้รับสิทธิ์กดเงินฉุกเฉินจากตู้เอทีเอ็ม จ่อลงทะเบียนหนี้นอกระบบรอบ 2 สิ้นปีนี้ “ครม.”ไฟเขียวขึ้นเงินเดือนขรก.กำหนดฐานเงินเดือนแรกบรรจุเท่าเอกชน หวังดึงคนเก่งสู่ระบบราชการ
ในที่สุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็มีมติผ่านความเห็นชอบตามที่รัฐบาลเปิดเผยมาก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะการเปิดแคมเปญปลดหนี้สินทั้งระบบให้กับประชาชน โดยจะมีผู้รับอานิสงส์ครั้งนี้ใน 4 อาชีพหลักประกอบไปด้วย เกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน ครู และอาชีพอิสระ และยังเห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุของข้าราการพลเรือนสามัญ และต่ออายุข้าราชการพลเรือนสามัญที่อายุครบ 60 ปี ทั้งนี้ครม.ได้เลื่อนประชุมจากปกติวันอังคารที่ 17 ส.ค.53 เป็นวันจันทร์ที่ 16 ส.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากในวันที่ 17 ส.ค.นี้ จะมีการประชุมร่วมรัฐสภาถกรายงานผลการผลการประชุมคณะกรรมาธิการชายแดนทั่วไป ไทย- กัมพูชา(เจบีซี) และตามด้วยพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 วาระ 2 และวาระ 3
เมื่อวันที่ 16 ส.ค.52 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในงาน “ก้าวที่ยั่งยืนสู่ชีวิตใหม่ปลอดหนี้นอกระบบ” และเปิดตัว” บัตรลดหนี้ วินัยดีมีวงเงิน” โดยนายกรัฐมนตรีได้ประกาศแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบแบบยั่งยืน มีสาระสำคัญว่า รัฐบาลได้เริ่มต้นการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบอย่างยั่งยืน โดยรัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงยุติธรรมร่วมกันผลักดันโครงการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ โดยให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ดำเนินการประสานธนาคารในเครือข่ายของรัฐในการ เปิดรับลงทะเบียนลูกหนี้นอกระบบไปเมื่อเดือนธันวาคม ปี พ.ศ. 2552 พร้อมข้อเสนอเงินกู้ภายใต้เงื่อนไขพิเศษ โดยให้กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม และกระทรวงการคลัง เป็นผู้ร่วมดำเนินการในคณะเจรจาประนอมหนี้ในระดับจังหวัดจนถึงระดับอำเภอ
ทั้งนี้ รัฐบาลได้ยึดถือโครงการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบเป็นภารกิจสำคัญของรัฐบาล เนื่องจากเล็งเห็นถึงความจำเป็นในการบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนที่ ต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยที่สูงและไม่เป็นธรรม และที่ถูกทวงถามหนี้อย่างโหดร้ายจากเจ้าหนี้นอกระบบ รัฐบาลจึงต้องการช่วยเหลือให้ประชาชนที่มีหนี้นอกระบบได้มีโอกาสโอนหนี้เข้า ในระบบ โดยโครงการฯ เปิดโอกาสให้เข้าถึงแหล่งเงินกู้ในระบบสถาบันการเงินในเครือข่ายของรัฐได้ ง่ายขึ้น
-จ่อลงทะเบียนหนี้นอกระบบรอบ2
นายอภิสิทธิ์ระบุด้วยว่า การผลักดันโครงการดังกล่าว รัฐบาลต้องการสร้างแรงจูงใจให้กับคนที่มีหนี้นอกระบบให้มีรายได้และสามารถ ชำระหนี้นอกระบบให้หมดไปได้ และยืนยันว่าโครงการนี้ไม่ได้เป็นการเล่นแร่แปรธาตุ แต่ต้องการสร้างรายได้อย่างเป็นระบบที่ยั่งยืน อีกทั้งยังตั้งใจที่จะเปิดโครงการรับลงทะเบียนแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบรอบ 2 ในช่วงสิ้นปีนี้ หลังจากตอนนี้ยังมีอยู่ประมาณ 2 แสนคนที่ยังไม่ได้เข้าระบบ ซึ่งจะเร่งดำเนินการในกลุ่มของหนี้สินของเกษตรกร หนี้สินของครู หนี้สินบัตรเครดิต รวมถึงจะมีการขยายผลในส่วนของระบบการเงินระดับฐานราก หรือไมโครไฟแนนซ์ (microfinance) โดยมอบให้ทางกระทรวงการคลังไปศึกษาและทำงานร่วมกับธนาคารของภาครัฐ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ซึ่งการพัฒนาระบบการเงินระดับฐานรากจะช่วยให้ประชาชนในชนบทที่ไม่สามารถเข้า ถึงบริการทางการเงินในระบบปกติได้เช่นกลุ่มคนยากจน ครัวเรือนที่มีรายได้น้อย และธุรกิจขนาดย่อม อย่างไรก็ตามอยากให้คนไทยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงด้วย หากเราลืมที่จะใช้ปรัชญาความพอเพียงในการใช้ชีวิต เรามีโอกาสที่จะกลับเข้ามาสู่ปัญหา
-ปัดแจกเงินหวังผลการเมือง
นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงการพัฒนาระบบการเงินระดับฐานรากในประเทศไทยว่า ปรากฏอยู่แล้วในแผนต่างๆ เช่น แผนแม่บทการเงินระดับฐานราก แผนพัฒนาสถาบันการเงินเฉพาะกิจ และแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงินระยะที่ 2 ที่ดำเนินการโดยกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยอยู่แล้ว และเป็นที่น่ายินดีว่าขณะนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรได้เริ่ม ดำเนินการโครงการธนาคารชุมชนโดยได้จัดตั้งธนาคารชุมชนแห่งแรกของประเทศไทย โดยชื่อว่า “ธนาคารชุมชนศรีฐาน” ที่บ้านศรีฐาน หมู่ 1 ตำบลศรีฐาน อำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย
“การแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ และหนี้สินภาคประชาชน ต้องมุ่งเน้นแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน โดยไม่หวังผลทางการเมืองระยะสั้น ต้องไม่ใช่การแจกเงิน ไม่ใช่การเล่นแร่แปรธาตุไม่ว่าจะเป็นการชำระหนี้แทน หรือการคิดดอกเบี้ยที่ต่ำเกินไป แต่ต้องมีการกลั่นกรองอย่างรอบคอบ ควบคู่ไปกับการพัฒนาศักยภาพลูกหนี้ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชน เป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพของระบบเศรษฐกิจโดยรวม พัฒนาความเข้มแข็งและนำไปสู่การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันให้แก่สังคมไทย ทุกระดับต่อไป”
-คลังเปิดตัวบัตรลดหนี้
วันเดียวกันที่ กระทรวงการคลังได้จัดงาน ก้าวที่ยั่งยืนสู่ชีวิตใหม่ปลอดหนี้นอกระบบ และเปิดตัว บัตรลดหนี้ วินัยดีมีวงเงินเพื่อประกาศผลดำเนินการของโครงการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ และมาตรการต่างๆ ที่กระทรวงการคลังได้เตรียมเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ลงทะเบียน
โดยนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เปิดเผยว่า หลังจากที่รัฐบาลได้มอบหมายนโยบายในการเร่งแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบให้กับ ประชาชนในทุกภาคส่วน เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระหนี้สินของประชาชนโดยการโอนหนี้นอกระบบเข้าสู่ระบบ สถาบันการเงินในเครือข่ายของรัฐทั้ง 6 แห่ง ประกอบด้วย ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารกรุงไทยจำกัด (มหาชน) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย พร้อมทั้งให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)ทำหน้าที่ให้บริการค้ำประกันลูกหนี้ที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน หรือผู้ค้ำประกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทำงานกันอย่างเต็มที่
สำหรับผลการดำเนินงาน ที่ผ่านมามีดังนี้ ยอดลูกหนี้ที่ขึ้นทะเบียนหนี้นอกระบบผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การ เกษตร และธนาคารออมสิน ระหว่างวันที่ 1-30 ธันวาคม 2552 และวันที่ 1-29 มกราคม 2553 มีจำนวน 1,183,355 ราย จำนวนมูลหนี้ 122,672.19 ล้านบาท เจรจาประนอมหนี้สำเร็จจำนวน 602,803 ราย เจรจาไม่สำเร็จจำนวน 182,862 ราย และ ยุติเรื่องจำนวน 397,690 ราย ธนาคารและสถาบันการเงินชุมชนอนุมัติสินเชื่อแล้วจำนวน 412,741 ราย อยู่ในระหว่างดำเนินการจำนวน 75,066 ราย
- 1ปีชำระหนี้ตรงกดเงินฉุกเฉินได้
รมว.คลังกล่าวด้วยว่า สำหรับงลูกหนี้นอกระบบ 412,741 ราย ที่ได้รับการโอนหนี้เข้าสู่ระบบ เพื่อพบชีวิตใหม่ เฉลี่ยมูลหนี้รายละ100,000 บาท หากลูกหนี้นอกระบบจ่ายดอกเบี้ยร้อยละ 5 ถึงร้อยละ 10 ต่อเดือน แต่ละรายสามารถประหยัดดอกเบี้ยได้เดือนละ 5,000 – 10,000 บาท ต่อเดือน รวมกันอย่างน้อย ประมาณ 2,000-4,000 ล้านบาทต่อเดือนหรือประมาณ 24,000-48,000 ล้านบาทต่อปีโดยไม่เป็นภาระต่องบประมาณแผ่นดิน ทั้งยังได้ลดดอกลดต้น เพิ่มโอกาสในการขยายกิจการ และการออม
กระทรวงการคลังต้องการช่วยเหลือไม่ให้ลูกหนี้กลับไปใช้หนี้นอกระบบอีกครั้ง และเพื่อเป็นการเสริมสร้างวินัยในการใช้เงินและการผ่อนชำระเงินกู้รายเดือน จึงจัดให้มีบัตรลดหนี้ วินัยดีมีวงเงิน ซึ่งเมื่อธนาคารอนุมัติเงินกู้แล้ว ธนาคารจะมอบบัตรลดหนี้ วินัยดีมีวงเงิน เป็นบัตรสำหรับสมาชิกซึ่งเข้าร่วมโครงการหนี้นอกระบบของกระทรวงการคลัง ซึ่งบัตรมีรหัสแท่ง (barcode) สำหรับใช้ในการชำระเงินกู้รายเดือนผ่านเคาน์เตอร์ของทุกธนาคารที่เข้าร่วม โครงการ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ลูกหนี้และหากลูกหนี้จ่ายผ่อนชำระเงินกู้ รายเดือนตรงตามกำหนด เป็นระยะเวลา 1 ปี ธนาคารจะมีวงเงินสำรองฉุกเฉินให้ในเดือนที่ 13 ซึ่งผู้ถือบัตรสามารถนำบัตรไปกดเอาเงินสดจากตู้เอทีเอ็ม (aAtm) ของทุกธนาคารที่ร่วมโครงการ ได้ไม่เกิน 4 ครั้งต่อ 1 ปี oอกจากนี้บัตรลดหนี้ วินัยดีมีวงเงินยังเป็นบัตรเพื่อแสดงสิทธิการประกันชีวิตที่ทางธนาคารที่ อนุมัติเงินกู้ได้จัดให้แก่ลูกหนี้ทุกคนโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ เพื่อเป็นหลักประกันให้แก่ครอบครัวผู้ถือบัตร
-ประสานหางานในพื้นที่ลูกหนี้
นายกรณ์ระบุด้วยว่า สำหรับผู้ที่ลงทะเบียนหนี้นอกระบบกับกระทรวงการคลังแต่ไม่ได้รับอนุมัติสิน เชื่อเนื่องจากไม่มีรายได้ ไม่มีอาชีพ หรือมีรายได้ไม่เพียงพอนั้น กระทรวงการคลังได้ขอความร่วมมือจากกระทรวงแรงงานในการช่วยจัดหางานในพื้นที่ ของลูกหนี้ เพื่อลูกหนี้จะสามารถสร้างศักยภาพในการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินในระบบต่อ ไปในอนาคตอย่างไรก็ตาม นอกจากโครงการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบนี้แล้ว กระทรวงการคลังจะศึกษาเกี่ยวกับการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและพัฒนาระบบการเงิน ระดับฐานราก เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชนอย่างยั่งยืนและลดความเหลื่อมล้ำ ทางสังคมที่มีอยู่ในปัจจุบัน
-ครม.ไฟเขียวขึ้นเงินเดือนขรก.
ด้าน นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ว่า ครม. ได้เห็นชอบร่างกฎ ก.พ. ว่าด้วยการให้ข้าราชการพลเรือนสามัญได้รับเงินเดือน (ฉบับที่..) พ.ศ. … ซึ่งในกฎดังกล่าว ได้อาศัยอำนาจตามมาตรา 50 วรรคสอง ของพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 โดยกฎ ก.พ.ดังกล่าวมีสาระสำคัญคือ 1. ให้ผู้ดำรงตำแหน่งประเภททั่วไประดับอาวุโส หรือเทียบเท่าระดับ 7 – 8 ได้รับเงินเดือนไม่เกิน 37,830 บาท หรือ ที่ก.พ.กำหนด สำหรับผู้ที่ได้รับเงินเดือนสูงนี้ ให้รับเงินเดือนตามที่รับอยู่ นายศุภชัย กล่าวอีกว่า 2. ผู้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ หรือเทียบเท่าระดับ 10 – 11 ให้ได้รับเงินเดือนไม่เกิน 67,560 บาท หรือ ที่ก.พ.กำหนด สำหรับผู้ที่ได้รับเงินเดือนสูงกว่านี้ ให้รับเงินเดือนตามที่ได้รับอยู่ และ 3. ผู้ดำรงตำแหน่งประเภทสายงาน และระดับอื่นที่ ก.พ.กำหนดให้ได้รับเงินเดือนในอัตราที่ ก.พ.กำหนด
-กำหนดฐานเงินเดือนเท่าเอกชน
รองโฆษกสำนักนายกฯ แถลงด้วยว่า ครม. ได้เห็นชอบในหลักการเรื่องที่สำนักงาน ก.พ. เสนอให้มีการปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุของข้าราชการพลเรือนสามัญ เพื่อปรับฐานเงินเดือนของข้าราชการให้ทัดเทียมหรือใกล้เคียงกับภาคเอกชน และดึงข้าราชการที่มีความสามารถให้ทำงานให้กับหน่วยงานราชการ ทั้งนี้นายศุภชัย เปิดเผยภายหลังว่าหลังจากนี้ ทาง ก.พ.ต้องไปกำหนดหลักเกณฑ์การปรับฐานะเงินเดือนแรกเข้าของข้าราชการ โดยจะนำหลักเกณฑ์ของภาคเอกชนเป็นหลัก และพิจารณาฐานเงินเดือนให้เหมาะสมกับบุคคล ความสามารถและวุฒิการศึกษา เบื้องต้นข้าราชการที่บรรจุใหม่จะไม่ได้รับเงินเดือนที่เท่ากัน เช่น ผู้ที่จบจากสถาบันในต่างประเทศ มีความเชี่ยวชาญด้านภาษาจะได้รับเงินเดือนแรกเข้าสูงกว่าผู้ที่จบจากสถาบัน ในประเทศ ที่ไม่มีความเชี่ยวชาญด้านภาษาเป็นต้น ทั้งนี้อัตราเงินเดือนแรกเข้าที่ไม่เท่ากันดังกล่าว จะต้องมีความต่างไม่เกินร้อยละ 10
รองโฆษกสำนักนายกฯ กล่าวเพิ่มเติมว่าสำหรับการพิจารณาฐานเงินเดือนแรกเข้า ทาง ก.พ.ได้กำหนดให้ปรับหลักเกณฑ์ใหม่ทุกๆ ปี ซึ่งในปีแรกของการปรับฐานเงินเดือนนั้น ก.พ.เป็นผู้กำหนด และหลังจากนั้นจะให้แต่ละหน่วยงานเป็นผู้พิจารณา สำหรับเป้าหมายการปรับฐานะเงินเดือนดังกล่าวได้ตั้งเป้าว่าจะทำให้แล้วเสร็จ ภายใน 5 ปี เบื้องต้นคาดว่าจะใช้งบประมาณเพื่อปรับฐานเงินเดือนแรกเข้าประมาณ 200 ล้านบาทต่อปี ส่วนการปรับฐานเงินเดือนดังกล่าวกำหนดให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 54
ที่มา http://www.siamrath.co.th/?q=node/60697
คุณอาจสนใจเรื่องนี้
เรื่องฮอตฮิต
คลิปวีดีโอ
|
ยานยนต์
|








แสดงความคิดเห็นกันหน่อยน่ะ