ดีดิเยร์ ดร็อกบา กดฟรีคิก เป็นประตูชัยช่วย “เชลซี” เฉือนเอาชนะ “พอร์ตสมัธ”1-0 ป้องกันแชมป์เอฟเอ คัพ และเป็นแชมป์สมัยที่ 6

ดีดิเยร์ ดร็อกบา กดฟรีคิก เป็นประตูชัยช่วย “เชลซี” เฉือนเอาชนะ “พอร์ตสมัธ”1-0 ป้องกันแชมป์เอฟเอ คัพ และเป็นแชมป์สมัยที่ 6
ภาพที่ใช้ประกอบข่าว
Sponsored Links

พฤษภาคม 16, 2010 โดย mint  
โพสใน ข่าวกีฬา

Sponsored Links



ดีดิเยร์ ดร็อกบา กดฟรีคิกคมกริบ เป็นประตูชัยช่วย “สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซี เฉือนเอาชนะ “ปอมปีย์” พอร์ตสมัธ 1-0 ป้องกันแชมป์เอฟเอ คัพ และเป็นการคว้าดับเบิลแชมป์ไปได้สำเร็จ รวมถึงเพิ่มสถิติแชมป์เป็นสมัยที่ 6 ในประวัติศาสตร์ไปแล้ว…
ศึกฟุตบอลรายการที่เก่าแก่ที่สุดของโลก เอฟเอ คัพ อังกฤษ นัดชิงชนะเลิศ ประจำฤดูกาล 2009/10 และเป็นสมัยที่ 129 ในประวัติศาสตร์ ทีม “สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซี แชมป์เก่ารายการนี้เมื่อปีที่แล้ว หลุดเข้ามาป้องกันแชมป์กับ “ปอมปีย์” พอร์ตสมัธ ที่สนามเวมบลีย์ ในกรุงลอนดอน

โดยเกมนี้ เชลซี ได้ จอห์น เทอร์รี กลับมาฟิตลงสนามได้อย่างไร้ปัญหา หลังมีปัญหาบาดเจ็บเล็กน้อย เมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่อาการไม่หนักหนา สามารถกลับมาลงช่วยทีมได้ เช่นเดียวกับ บรานิสลาฟ อิวาโนวิช ที่หายเจ็บกลับมาพร้อมช่วยทีมได้เช่นเดียวกัน

ขณะที่ทางด้าน พอร์ตสมัธ จะได้ใช้งาน เจมี โอฮารา กับ เควิน-ปรินซ์ บัวเต็ง สองมิดฟิลด์ตัวจริง ที่มีข่าวว่า ไม่สมบูรณ์ในตอนแรก โดยเฉพาะรายของ โอฮารา ที่จะเล่นเกมนี้ให้กับ ปอมปีย์ เป็นเกมสุดท้าย ก่อนกลับไปร่วมทีม สเปอร์ส ต้นสังกัดที่แท้จริงในฤดูกาลหน้า

เปิดฉากมานาทีที่ 3 ของเกม เป็น เชลซี ได้โอกาสทักทายก่อน นิโกลาส์ อเนลกา ประสานงานต่อบอลกับ แฟรงค์ แลมพาร์ด ก่อนที่ แลมพาร์ด จะได้สับไกบริเวณหัวกะโหลก บอลติดไซต์ก้อย หลุดเสาขวามือไปนิดเดียว

ช่วงแรกถือว่าเกม พอร์ตสมัธ ไม่ได้เป็นรองอะไรมากมาย ขณะที่ เชลซี ยังหาจังหวะเจาะเข้าทำลำบาก ต้องลองส่องไกลเป็นหลัก นาที 14 แลมพาร์ด อัดเต็มข้อระยะ 25 หลา บอลพุ่งชนสามเหลี่ยมขวามือออกไปแบบได้เสียวทั้งสนาม แล้วอีกอึดใจเดียวต่อมา อเนลกา ได้โอกาสเลี้ยงตัดจากฝั่งซ้ายเข้าในเขตโทษ ก่อนยิงบอลยัดไปที่เสาแรก แต่ เดวิด เจมส์ ยังไม่พลาด ล้มตัวปัดทิ้งออกหลังไปได้

ถัดมานาที 20 สิงห์บลู น่าขึ้นนำสุดๆ จากจังหวะที่ แลมพาร์ด ป้ายบอลให้ ดีดิเยร์ ดร็อกบา ที่ยืนว่างๆ ในเขตโทษ ได้ยิงแบบล่อเป้าสองครั้งติดๆ แต่ชอตนี้ อารอน โมโคเอนา มิดฟิลด์ พอร์ตสมัธ โชว์ฟอร์มพระเอกใช้ตัวบล็อกลูกยิงของ ดร็อกบา ได้ทั้งสองครั้ง แล้วจากนั้น เป็นจังหวะแลกหมัดโต้กลับของ ปอมปีย์ โดย อารูนา ดินดาน พาบอลไปเปิดจากริมเส้นด้านขวา ลูกเลยไปเสาสอง เควิน-ปรินซ์ บัวเต็ง เอี้ยวตัววอลเลย์เน้นๆ ลูกเข้าทาง เฟเดริก ปิกิยอน ที่ยืนอยู่หน้าประตู แปตามน้ำระยะไม่ถึงสามหลา ไปติดตัว ปีเตอร์ เช็ก อย่างเหลือเชื่อ ชอตนี้ พอร์ตสมัธ เลยชวดพลิกขึ้นนำอย่างน่าเสียดาย

สิงโตน้ำเงินคราม เริ่มเจอช่องเจาะประตูบ้างแล้ว นาที 25 ฟลอร็องต์ มาลูดา วางบอลให้ แอชลีย์ โคล ได้จังหวะหลุดขึ้นทางด้านซ้าย ก่อนตบบอลจากสุดเส้นหลังไปหน้าประตูให้ ซาโลมง กาลู แประยะเผาขนชนคานแบบไม่น่าเชื่อ บอลลอยโด่ง ก่อน เจมส์ กระโดดเก็บไว้ได้

จากนั้นนาที 30 คานในเวมบลีย์ก็สะเทือนอีกครั้ง แลมพาร์ด เปิดฟรีคิกไปหน้าประตูให้ จอห์น เทอร์รี โขกย้อนบอลสวนไปเสาแรก ชนิดที่ เจมส์ ได้แต่ป้องกันแค่สายตาไปแล้ว แต่ลูกดันไปตกบนคานเสียอีก

ถัดมานาที 40 ยังเป็นคานอีกครั้ง ที่ช่วยชีวิต ปอมปีย์ ไว้ได้ ดร็อกบา ตั้งป้อมอัดฟรีคิกระยะ 30 หลา บอลพุ่งแรกและไซต์จน เจมส์ ปัดไม่ออก ลูกไปชนคาน ตกลงบนเส้น ก่อนที่แนวรับ พอร์ตสมัธ จะช่วยกันเคลียร์ออกไปได้ แล้วนาทีต่อมา อเนลกา เปิดบอลจากกราบขวา สองกองหลัง พอร์ตสมัธ พลาดขึ้นโหม่งขนกันเอง ลูกส้มหล่นตกใส่ ดร็อกบา ทางเสาสอง ได้จังหวะจิ้มลอดตัว เจมส์ บอลก็ดันไปชนเสาออกหลังไปอีก

ช่วงทดเวลา เชลซี มาได้ลุ้นจากการยิงนอกเขตโทษของ อเนลกา และ โคล อีกคนละครั้ง แต่ไม่เป็นประตูทั้งคู่ ก่อนจบครึ่งแรก ทั้งสองทีมยังคงเสมอกันอยู่ 0-0

เขี่ยบอลครึ่งหลัง นาที 50 เป็น พอร์ตสมัธ ได้ลุ้นก่อน จากลูกฟรีคิกของ เจมี โอฮารา โยนมาเสาสองให้ ปรินซ์-บัวเต็ง เกี่ยวบอลลง แล้วซัดมุมแคบ เหินข้ามคานไป จากนั้นอีกนาทีเดียวต่อมา เกมเหมือนจะมีจุดเปลี่ยน เมื่อ บรานิสลาฟ อิวาโนวิช ไปทำฟาลว์ ปิกิยอน ล้มลงในเขตโทษ แต่ บัวเต็ง ที่รับหน้าที่สังหาร ก็กลับไปยิงให้ เช็ก เซฟเอาไว้ได้

ที่น่าเศร้าสำหรับ พอร์ตสมัธ คือเมื่อไม่ได้ กลับต้องมาเสียประตูเองอีก จากจังหวะลุ้นประตูครั้งแรกของ เชลซี ในครึ่งหลังนาที 59 ดร็อกบา วิ่งเข้ามาแปบอลชนิดคบกริบ ชนเสาขวามือเสียบตาข่ายเข้าไปให้ สิงห์บลู ทะยานขึ้นนำ 1-0

ต่อมานาที 64 สกอร์ เชลซี เกือบไหลไปเป็นลูกสอง กาลู แทงบอลออกด้านข้างให้ อิวาโนวิช หลุดเติมเข้าเขตโทษ ก่อนตบกลับมาให้ กาลู ตวัดยิงบอลหลุดเสาซ้ายมือไปไม่ถึงคืบ แล้วถัดมานาที 70 มาลูดา ลากบอลมาอัดด้วยซ้ายระยะ 25 หลา แต่ซัดบอลบดหลุดออกหลังไปแบบไม่ได้ลุ้น

เชลซี ยังเดินหน้าล่าประตูที่สองหวังปิดเกมให้ได้ นาที 72 ดร็อกบา กระชากเข้าเขตโทษ ยิงมุมแคบไปติดเซฟ เจมส์ แต่บอลยังกระฉอกมาเข้าทาง ดร็อกบา ก่อนตบไปกลางประตูให้ โจ โคล ได้ตั้งป้อมยิง แต่แนวรับ พอร์ตสมัธ ก็ยังเข้ามาช่วยกันบล็อกไว้ได้ ขณะที่อีกสามนาทีต่อมา อเนลกา ลองซัดไกลบอลไม่เข้ากรอบ

ช่วงท้ายนาที 82 ปอมปีย์ มีลุ้นตีเสมอได้เหมือนกัน นาดีร์ เบลฮัดจ์ ผ่านบอลไปหน้าประตู แล้ว อเล็กซ์ เตะสกัดวืด ขณะที่ ดินดาน ก็เข้าไม่ถึงบอลไปนิดเดียวเท่านั้น ขณะที่นาที 88 เกมทำท่าจะจบลงก่อนเวลา เมื่อ เชลซี มาได้จุดโทษ จากที่ แลมพาร์ด ไปโดน ไมเคิล บราวน์ สกัดล้มในเขตโทษ เจ้าตัวลุกขึ้นมาสังหารเอง แต่กลับซัดไม่เข้า สิงห์บลู เลยชวดปิดฝาโลงอย่างน่าเสียดาย

ขณะที่ช่วงที่เหลือ ทั้งสองทีมทำอะไรกันเพิ่มไม่ได้ จบเกมเป็น เชลซี เฉือนเอาชนะ พอร์ตสมัธ 1-0 ป้องกันแชมป์เอฟเอ คัพ ไปได้สำเร็จ และเป็นดับเบิ้ลแชมป์ของทีมในฤดูกาลนี้ นอกจากนั้นแชมป์ดังกล่าวยังเป็นการเพิ่มสถิติแชมป์เอฟเอ คัพ สมัยที่ 6 ของ สิงโตน้ำเงินคราม เข้าไปแล้ว

รายชื่อ 11 ผู้เล่นตัวจริงของทั้งสองทีม
เชลซี : ปีเตอร์ เช็ก, แอชลีย์ โคล, จอห์น เทอร์รี, อเล็กซ์, บรานิสลาฟ อิวาโนวิช, แฟรงค์ แลมพาร์ด, ฟลอร็องต์ มาลูดา, มิชาเอล บัลลัค, นิโกลาส์ อเนลกา, ดีดิเยร์ ดร็อกบา, ซาโลมง กาลู
พอร์ตสมัธ : เดวิด เจมส์, สตีฟ ฟินแนน, ริคาร์โด โรชา, ปาปา บูบา ดิย็อป, ไมเคิล บราวน์, เฮย์เดน มุลลินส์, อารอน โมโคเอนา, เจมี โอฮารา, เควิน-ปรินซ์ บัวเต็ง, เฟเดริก ปิกิยอน, อารูนา ดินดาน

ที่มาข้อมูล : ไทยรัฐออนไลน์

Sponsored Links

เรื่องและบทความที่เกี่ยวข้อง

เรื่องฮอตฮิต

แสดงความคิดเห็นกันหน่อยน่ะ



ปิดการแสดงความคิดเห็น